วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปฏิทินไทย... งามอย่างไทย



            สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไป... ปีใหม่กำลังจะก้าวเข้ามานะคะ ช่วงสิ้นปีนี้หลายๆ ท่านคงได้รับปฏิทินปีใหม่กันแล้ว ปฏิทินมีหลายรูปแบบ เช่น แบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ แบบฉีก เป็นต้น ปฏิทินคือ สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์มีการผลิตขึ้นตามลักษณะพิเศษแล้วแต่การใช้งาน เช่น นามบัตร,ปฎิทิน,บัตรเชิญ,ใบเสร็จรับเงิน,ใบส่งของ, เป็นต้น

ทางหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่างมีการจำหน่ายจ่ายแจกให้เป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสปีใหม่กันมากมาย ดรีมเองก็ได้รับจากธนาคารตอนไปทำธุรกรรมทางการเงินทุกปีค่ะ ทางธนาคารแจกให้ผู้มาใช้บริการฟรี ทั้งในแบบตั้งโต๊ะ และแบบแขวน ส่วนมากจะเป็นรูปพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชในแบบแขวน แต่เนื่องจากดรีมอาศัยอยู่คอนโด ไม่สะดวกในการใช้แบบแขวน จึงชอบแบบตั้งโต๊ะมากกว่าค่ะ




  ปฏิทินแบบตั้งโต๊ะที่ดรีมชอบที่สุดคือ ปฏิทินบริษัท รีเจนซี่ บรั่นดีไทย จํากัด จัดทำขึ้นโดยการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือนผ่านทางรูปภาพเป็นชุด  เริ่มจาก

พ.ศ. 2545 ชื่อชุด ความภูมิใจ ในความเป็นไทย

พ.ศ. 2547 ชื่อชุด การแต่งกายของสตรีไทยในสมัยต่างๆ

พ.ศ. 2548 ชื่อชุด มรดกไทย

พ.ศ. 2549 ชื่อชุด สุวรรณภูมิ

พ.ศ. 2550 ชื่อชุด ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี และความเชื่อของไทย

พ.ศ. 2551 ชื่อชุด ดนตรีไทย และการแต่งกายสตรีไทย

พ.ศ. 2552 ชื่อชุด นางในวรรณคดีไทย

พ.ศ. 2553 ชื่อชุด พรรณไม้ไทย

            ปฏิทินชุด นางในวรรณคดีไทย เป็นชุดที่ดรีมชอบมากที่สุดค่ะ เพราะแสดงให้เห็นถึงจินตนาการของกวีที่สร้างสรรค์ผู้หญิงในวรรณคดีไทยขึ้นมาว่าสวยงามประดุจนางฟ้านางสวรรค์ปานใด ให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนและสวยงามของตัวละครแบบปัจจุบัน ภายในภาพนอกมีการอธิบายตัวละครว่าเป็นนางในวรรณคดีเรื่องใด ประวัติความเป็นมาอย่างไรไว้ทุกภาพ ทำให้ผู้ที่ได้รับปฏิทินได้รับความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทยไปพร้อมกับการได้รับชมภาพที่สวยงาม และการใช้งานปฏิทินเพื่อดูวัน เดือน ปี ถึงแม้ว่านางแบบของปฏิทินเป็นลูกครึ่งหรือต่างชาติเป็นการขัดแย้งกับการแต่งกายแบบไทยและสถานที่ที่ต้องการสื่อความเป็นไทย ดรีมคิดว่าจุดประสงค์การนำเสนอโดยใช้นางแบบลูกครึ่งหรือต่างชาติต้องการสื่อถึงความเป็นสากลขององค์กร เพื่อให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความเป็นไทยที่สามารถก้าวเข้าไปสู่สากลเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกได้


 

ขอขอบคุณภาพสวยๆ จาก : http://writer.dek-d.com/kanjana2523/story/viewlongc.php?id=669477&chapter=7

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"My Fatty Girl ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์"... ที่น่าประทับใจ



เด็กไทยสมัยนี้อ่านหนังสือกันน้อยลง เหตุผลเพราะปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านของเด็กถูกบดบังด้วยสื่อเทคโนโลยีที่ให้ความบันเทิงแบบฉาบฉวยมากจนเกินไป สื่อเหล่านั้น ได้แก่  สื่อทางโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และสื่ออินเตอร์เน็ต เป็นต้น เมื่อมีสิ่งเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็จะทำให้เด็กให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น อาจเป็นเพราะเป็นสื่อที่ง่ายต่อความเข้าใจและให้ความรวดเร็ว จนทำให้เด็กซึมซับสิ่งที่ได้เสพเข้าไปได้ง่ายแต่ขาดการพิจารณญาณ ขาดการแยกแยะว่าสิ่งที่เสพไปนั้น ดีหรือไม่อย่างไร

ความก้าวหน้าของสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้คนเราสบายขึ้นและมีความอดทนน้อยลงแต่ก่อนการถ่ายทอดความรู้เป็นไปโดยการลอกให้จำ หลังจากเริ่มมีหนังสือกว่าจะมีหนังสือสักเล่มต้องทำกระดาษทำหมึกกันเอง หาคนที่ลายมือดีมาเขียน หนังสือจึงมีค่ามาก แต่ในปัจจุบันทุกอย่างเราซื้อได้หมดทำให้คุณค่าของหนังสือลดลงเพราะได้มาง่ายแถมมีสื่อต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น ทีวี วิทยุ ตู้เย็น ที่คนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้สนุกสนานกว่าการอ่านหนังสือ แต่จริงแล้วการอ่านหนังสือเป็นการเสริมสร้างจินตานาการให้กับผู้อ่านค่ะ

วันนี้ดรีมมีหนังสือเรื่องหนึ่งอยากจะนำเสนอผู้อ่านมากค่ะ เป็นหนังสือนิยายแต่แฝงไว้ด้วยความรู้และการสะท้อนสังคมของเราในปัจจุบันมาก ถึงแม้ว่าหนังสือนิยายจะให้ความบันเทิงเป็นหลักแต่ก็ไม่ขาดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมที่ถูกถ่ายทอดจากตัวอักษรออกมาสู่ผู้อ่านกันนะคะ โดยส่วนตัวดรีมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือนิยายมากค่ะ จำได้ว่าตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากได้ที่เรียนแล้วดรีมอ่านหนังสือนิยายวันหนึ่งอย่างต่ำๆ 3 เล่มแต่ละเล่มนั้นมีจำนวนหน้า 400 กว่าหน้าขึ้นไปทั้งนั้นค่ะ อ่านแล้ววางไม่ค่อยจะได้อยากรู้เรื่องราวว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ตอนเด็กๆ คุณพ่อกับคุณแม่ของดรีมท่านอยากให้ดรีมอ่านหนังสือมากๆ ต้องการฝึกให้ดรีมรักการอ่านท่านบอกกับดรีมว่าหาหนังสือที่สนใจที่อยากอ่าน อะไรก็ได้ แล้วดรีมก็เริ่มที่จะหยิบหนังสือการ์ตูนที่มีภาพมีสีสันสวยงามขึ้นมาก่อนเป็นเล่มแรกๆ ต่อมาเมื่อโตขึ้นตามวัยจึงเปลี่ยนหนังสือไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่หนังสือจำพวกนิยายเนี่ยแหละค่ะที่ชอบอ่านมากและสามารถอยู่กับหนังสือเหล่านี้ได้ทั้งวันทั้งคืน เหมือนกับว่าเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในนิยายเรื่องนั้นๆ ด้วยได้เป็นหนึ่งในตัวละครเรื่องนั้น หนังสือที่ดรีมจะนำเสนอคุณผู้อ่านทุกท่านต่อไปนี้ ดรีมอ่านมานานมากแล้วค่ะชื่อเรื่องพอจำได้ลางๆ ว่า ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์ ดรีมยืมมาจากสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต้องขอประทานโทษทุกท่านด้วยนะคะที่ดรีมจำชื่อตัวละครของเรื่องไม่ได้ แต่ดรีมพอจำพล็อตเรื่องได้ค่ะ



สิ่งที่ดรีมประทับใจในหนังสือ ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์ คือ เป็นเรื่องที่สะท้อนภาพสังคมในปัจจุบันได้ดีค่ะ เนื้อเรื่องคือนางเอกของเรื่องเป็นผู้หญิงที่อ้วนมาก แต่เธอมีความสามารถหลายอย่าง เก่ง ฉลาด ชาติตระกูลดี ฐานะดี และหน้าตาผิวพรรณจัดว่าสวยคนหนึ่ง แต่ติดตรงที่ว่าเธออ้วนมากค่ะ นี่คือเหตุผลที่เธอไม่มีคู่ครอง พ่อและแม่ถึงเธอจึงจับคลุมถุงชนกับลูกชายเพื่อนรัก ซึ่งก็คือพระเอกของเรานั่นเองค่ะ แต่ทว่าพระเอกของเรื่องนี้เป็นคนที่กลัวคนอ้วนมาก เพราะตอนเด็กๆ มีเรื่องฝังใจกับพี่เลี้ยงของเขาคือเขาถูกพี่เลี้ยงที่เป็นหญิงสาวร่างอ้วนทับเกือบตายมาแล้วจึงทำให้เขากลายเป็นคนที่กลัวคนอ้วนมาก แล้วพอได้รู้เรื่องแผนการของพ่อๆ แม่ๆ ทั้งหลาย เขาก็ยิ่งอยากหนีเพราะเกลียดคนอ้วน ทางฝ่ายหญิงทุกคนไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงได้กลัวนางเอก ทางฝ่ายนางเอกจึงมองว่าเขามองคนที่ภายนอก ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายคนอื่นๆ ทั้งที่พ่อและแม่ฝ่ายพระเอกต่างก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าลูกตนเองนิสัยดี มองโลกในแง่ดี เป็นคนดี เรื่องราวก็ได้ดำเนินไปแบบเข้าใจผิดกันว่าพระเอกรังเกียจนางเอกเพราะนางเอกอ้วน แต่ก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก ยิ่งเกลียดยิ่งเจอทำให้ทั้งสองคนรู้จักกันมากขึ้น มองกันในมุมใหม่ๆ เห็นตัวตนที่แท้จริงที่ทั้งสองคนต่างเป็นคนมีเมตตา จิตใจดี มีน้ำใจต่อเด็ก คนชรา และเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายด้วยกันตลอดจนสัตว์ต่างๆ ทำให้ทั้งสองตกหลุมรักกันและกัน นางเอกจึงตั้งใจจะลดน้ำหนักเพื่อที่พระเอกจะได้ไม่ต้องกลัวการอยู่ใกล้ๆ ตนเองเผื่อจะรักตนบ้างโดยการออกกำลังกายอย่างหนัก จนสามารถลดน้ำหนักลงได้ และพระเอกก็พยายามอยู่ใกล้คนอ้วนมากขึ้นทำให้ความกลัวต่างๆ ค่อยๆ หายไป สุดท้ายถึงแม้ว่านางเอกจะไม่ได้หุ่นดีแต่น้ำหนักก็ลดลงมากกลายเป็นแค่สาวอวบอิ่มมีน้ำมีนวล พระเอกก็หายกลัวคนอ้วน ทั้งสองจึงคบหาดูใจกัน กว่าจะมาลงเอยกันได้ก็ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย

หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าการมองคนควรมองที่จิตใจ คนเราทุกคนล้วนมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย อยู่ที่ว่าเราจะแสดงส่วนใดออกมาแสดงกับใคร และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ดรีมอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจทำให้ดรีมอยากลดน้ำหนักบ้างค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าดรีมจะอ้วนเท่านางเอกนะคะ ดรีมเพียงแค่อวบๆ ระยะหลังๆ นิดหน่อยค่ะ 555 ดรีมเห็นนางเอกมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะลดน้ำหนักเพื่อพระเอก และเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง โดยการออกกำลังกายและหาแรงบันดาลใจต่างๆ ไปเรื่อยๆ เราสามารถนำแรงบันดาลใจของนางเอกมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆของเราได้ค่ะ

ลองคิดดูสิคะว่าภาพที่เราจินตนาการในหนังสือนิยายที่เราอ่านกับเมื่อตอนเป็นหนังเหมือนกันการที่เราดูภาพยนตร์ก็เหมือนการดูจินตนาการของคนอื่นได้แต่ชื่นชมแต่ไม่ได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง สิ่งที่ดีที่สุดก็ควรจะทั้งอ่านและดู รวมถึงการคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นด้วย แล้วก็อย่าลืมจดอะไรดีๆ ที่เกิดขึ้นในหัวสมองเราไว้ สมกับ หัวใจนักปราชญ์ที่ว่า สุ. จิ. ปุ. ลิ. กันด้วยนะคะ :)