วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นิยาย... มีอิทธิพลต่อสังคมยังไงนะ ?

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้แต่งและผู้อ่าน อันมีผลเป็นการโน้มน้าวหรือชักจูงให้ผู้ถูกกระทำมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือทัศนคติไปตามความมุ่งหมาย ของผู้กระทำ นี่แหละคืออิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าผู้กระทำจะทำการเขียนลงไปโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
 
นิยาย ก็จัดเป็นสื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนึ่ง แต่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทบันเทิงคดี ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ก็คือเครื่องมือสื่อสารของสังคมที่จะช่วยให้คนในสังคมมีความเข้าใจกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขนั่นเอง และในฐานะที่ผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ก็จำเป็นที่จะต้องใส่ความเคลื่อนไหวของสังคม และถ่ายทอดความรู้สึกนั้นออกมาทางสื่อสิ่งพิมพ์ ดังนั้นสื่อสิ่งพิมพ์และสังคมจึงมีบทบาทและอิทธิพลต่อกัน อิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์และสังคม มีดังนี้
1) เป็นเครื่องมือสื่อสารของสังคม ช่วยให้ประโยชน์ทางการศึกษา คนเกิดความรู้กว้างขวาง
2) ทำหน้าที่เป็นสื่อบันทึกภาพสังคม ค่านิยม วัฒนธรรม ความเชื่อถือ ชีวิตความเป็นอยู่
3) ช่วยในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวสารทั้งในภาคธุรกิจเอกชนและภาครัฐบาล
4) เป็นสื่อในการช่วยเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในวิถีทางที่ถูกต้องยุติธรรม
 
            โดยส่วนตัวดรีมก็ชื่นชอบที่จะอ่านหนังสือนิยายหรือวรรณกรรม ซึ่งจัดอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ จากคราวก่อนที่ได้นำเสนอหนังสือที่ประทับใจ เรื่อง My Fatty Girl…ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์ จึงขอนำหนังสือประเภทบันเทิงคดีมาเป็นตัวอย่างนะคะ หนังสือนิยาย เป็นสิ่งพิมพ์ที่มุ่งเสนอเนื้อหาสำหรับอ่านเพื่อเบาสมองและให้ความบันเทิง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอิทธิพลต่อสังคม ดังนี้
1. เป็นแหล่งแสดงความรู้ความสามารถของคนทั่วไป เป็นเวทีวรรณกรรม
2. สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมปัจจุบัน
3. ส่งเสริมค้นคว้า และสร้างนิสัยใฝ่รู้ให้กับผู้ที่สนใจ
4. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด
5. สร้างค่านิยมต่อคนในสังคม และเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภค
6. หนังสือบางประเภทมีลักษณะมอมเมาประชาชน ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม
 
            เป็นที่ทราบกันดีว่าหนังสือนิยายนั้น เนื้อหาสาระที่นำเสนอมักเป็นเรื่องที่ผู้แต่งสมมติขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง บ้างก็ได้มาจากประสบการณ์จริงของผู้แต่ง บ้างก็นำแนวคิดจากเหตุการณ์ปัจจุบันในสังคมมาเขียนสอดแทรกลงในนิยายเหล่านั้น ทำให้เนื้อเรื่องมีทั้งการให้ความบันเทิง ความเพลิดเพลิน และยังสอดแทรกไปด้วยความรู้ แฝงไปด้วยแง่คิดคติสอนใจ หรือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจไปในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ของผู้อ่าน ด้วยการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครนั้นๆโดยผ่านทางบทบรรยาย บทสนทนา และพฤติกรรมของตัวละครที่สมมติขึ้น
 
            หากใครเป็นนักอ่านนิยายตัวยง คงจะเข้าใจดีว่าไม่มีนิยายเรื่องไหนที่ไร้สาระ หรือมอมเมาประชาชนก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเพียงอย่างเดียว หากตัวละครใดเป็นตัวร้าย ก็มักจะมีที่มาของการมีพฤติกรรมเช่นนั้น และมีผลของการกระทำ ที่ให้แง่คิดว่าท้ายที่สุดแล้วธรรมะย่อมชนะอธรรม กรรมดีย่อมชนะกรรมชั่ว จงระงับเวรด้วยการไม่จองเวร อย่างเช่น นิยายเรื่อง แรงเงา แต่งโดย นันทนา วีระชน แม้นางเอกจะทำสิ่งเลวร้ายต่อครอบครัวของคนอื่นเพื่อแก้แค้น แต่ท้ายที่สุดแล้วนางเอกก็คิดได้ถึงสัจธรรมที่ว่า การแก้แค้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น อโหสิกรรมเท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกคนดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข
           
            ดรีมเคยอ่านหนังสือเรื่อง กิ่งไผ่ ใบรัก ผู้แต่ง ปิยะพร ศักดิ์เกษม เป็นหนังสือนิยายที่มีการตีพิมพ์หลายครั้งมาก ปัจจุบันน่าจะเป็นการตีพิมพ์ครั้งที่ 7-8 ได้ ฉากของนิยายเรื่องนี้เกือบจะทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศจีน เป็นเรื่องราวของการเดินทางกึ่งท่องเที่ยวกึ่งเรียนรู้ทั้งความแตกต่างและความแปลกใหม่ในวัฒนธรรมตลอดถึงวิถีชีวิตของบรรพบุรุษของคนจีน โครงเรื่องเป็นนิยายรัก โรแมนติก ที่อ่านแล้วชวนฝัน ชวนให้คล้อยตาม มีบทกุ๊กกิ๊กระหว่างพระเอกนางเอกแทรกอยู่เป็นระยะ แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ละเลยเสียซึ่งสาระที่ผู้อ่านควรจะได้รับจากการอ่าน แสดงให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้นอกจากจะให้ความบันเทิง ผ่อนคลายความเครียด ยังให้ความรู้ สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนและประเทศไทย เป็นนิยายที่ดรีมรู้สึกประทับใจ เพราะอ่านแล้วได้ทั้งสาระ ความบันเทิงและความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกด้วยค่ะ



 
 
 

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปฏิทินไทย... งามอย่างไทย



            สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไป... ปีใหม่กำลังจะก้าวเข้ามานะคะ ช่วงสิ้นปีนี้หลายๆ ท่านคงได้รับปฏิทินปีใหม่กันแล้ว ปฏิทินมีหลายรูปแบบ เช่น แบบแขวน แบบตั้งโต๊ะ แบบฉีก เป็นต้น ปฏิทินคือ สิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์มีการผลิตขึ้นตามลักษณะพิเศษแล้วแต่การใช้งาน เช่น นามบัตร,ปฎิทิน,บัตรเชิญ,ใบเสร็จรับเงิน,ใบส่งของ, เป็นต้น

ทางหน่วยงานของรัฐและเอกชนต่างมีการจำหน่ายจ่ายแจกให้เป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสปีใหม่กันมากมาย ดรีมเองก็ได้รับจากธนาคารตอนไปทำธุรกรรมทางการเงินทุกปีค่ะ ทางธนาคารแจกให้ผู้มาใช้บริการฟรี ทั้งในแบบตั้งโต๊ะ และแบบแขวน ส่วนมากจะเป็นรูปพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชในแบบแขวน แต่เนื่องจากดรีมอาศัยอยู่คอนโด ไม่สะดวกในการใช้แบบแขวน จึงชอบแบบตั้งโต๊ะมากกว่าค่ะ




  ปฏิทินแบบตั้งโต๊ะที่ดรีมชอบที่สุดคือ ปฏิทินบริษัท รีเจนซี่ บรั่นดีไทย จํากัด จัดทำขึ้นโดยการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือนผ่านทางรูปภาพเป็นชุด  เริ่มจาก

พ.ศ. 2545 ชื่อชุด ความภูมิใจ ในความเป็นไทย

พ.ศ. 2547 ชื่อชุด การแต่งกายของสตรีไทยในสมัยต่างๆ

พ.ศ. 2548 ชื่อชุด มรดกไทย

พ.ศ. 2549 ชื่อชุด สุวรรณภูมิ

พ.ศ. 2550 ชื่อชุด ศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี และความเชื่อของไทย

พ.ศ. 2551 ชื่อชุด ดนตรีไทย และการแต่งกายสตรีไทย

พ.ศ. 2552 ชื่อชุด นางในวรรณคดีไทย

พ.ศ. 2553 ชื่อชุด พรรณไม้ไทย

            ปฏิทินชุด นางในวรรณคดีไทย เป็นชุดที่ดรีมชอบมากที่สุดค่ะ เพราะแสดงให้เห็นถึงจินตนาการของกวีที่สร้างสรรค์ผู้หญิงในวรรณคดีไทยขึ้นมาว่าสวยงามประดุจนางฟ้านางสวรรค์ปานใด ให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนและสวยงามของตัวละครแบบปัจจุบัน ภายในภาพนอกมีการอธิบายตัวละครว่าเป็นนางในวรรณคดีเรื่องใด ประวัติความเป็นมาอย่างไรไว้ทุกภาพ ทำให้ผู้ที่ได้รับปฏิทินได้รับความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทยไปพร้อมกับการได้รับชมภาพที่สวยงาม และการใช้งานปฏิทินเพื่อดูวัน เดือน ปี ถึงแม้ว่านางแบบของปฏิทินเป็นลูกครึ่งหรือต่างชาติเป็นการขัดแย้งกับการแต่งกายแบบไทยและสถานที่ที่ต้องการสื่อความเป็นไทย ดรีมคิดว่าจุดประสงค์การนำเสนอโดยใช้นางแบบลูกครึ่งหรือต่างชาติต้องการสื่อถึงความเป็นสากลขององค์กร เพื่อให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความเป็นไทยที่สามารถก้าวเข้าไปสู่สากลเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกได้


 

ขอขอบคุณภาพสวยๆ จาก : http://writer.dek-d.com/kanjana2523/story/viewlongc.php?id=669477&chapter=7

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"My Fatty Girl ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์"... ที่น่าประทับใจ



เด็กไทยสมัยนี้อ่านหนังสือกันน้อยลง เหตุผลเพราะปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านของเด็กถูกบดบังด้วยสื่อเทคโนโลยีที่ให้ความบันเทิงแบบฉาบฉวยมากจนเกินไป สื่อเหล่านั้น ได้แก่  สื่อทางโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และสื่ออินเตอร์เน็ต เป็นต้น เมื่อมีสิ่งเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก็จะทำให้เด็กให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น อาจเป็นเพราะเป็นสื่อที่ง่ายต่อความเข้าใจและให้ความรวดเร็ว จนทำให้เด็กซึมซับสิ่งที่ได้เสพเข้าไปได้ง่ายแต่ขาดการพิจารณญาณ ขาดการแยกแยะว่าสิ่งที่เสพไปนั้น ดีหรือไม่อย่างไร

ความก้าวหน้าของสื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้คนเราสบายขึ้นและมีความอดทนน้อยลงแต่ก่อนการถ่ายทอดความรู้เป็นไปโดยการลอกให้จำ หลังจากเริ่มมีหนังสือกว่าจะมีหนังสือสักเล่มต้องทำกระดาษทำหมึกกันเอง หาคนที่ลายมือดีมาเขียน หนังสือจึงมีค่ามาก แต่ในปัจจุบันทุกอย่างเราซื้อได้หมดทำให้คุณค่าของหนังสือลดลงเพราะได้มาง่ายแถมมีสื่อต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น ทีวี วิทยุ ตู้เย็น ที่คนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้สนุกสนานกว่าการอ่านหนังสือ แต่จริงแล้วการอ่านหนังสือเป็นการเสริมสร้างจินตานาการให้กับผู้อ่านค่ะ

วันนี้ดรีมมีหนังสือเรื่องหนึ่งอยากจะนำเสนอผู้อ่านมากค่ะ เป็นหนังสือนิยายแต่แฝงไว้ด้วยความรู้และการสะท้อนสังคมของเราในปัจจุบันมาก ถึงแม้ว่าหนังสือนิยายจะให้ความบันเทิงเป็นหลักแต่ก็ไม่ขาดเรื่องคุณธรรม จริยธรรมที่ถูกถ่ายทอดจากตัวอักษรออกมาสู่ผู้อ่านกันนะคะ โดยส่วนตัวดรีมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือนิยายมากค่ะ จำได้ว่าตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากได้ที่เรียนแล้วดรีมอ่านหนังสือนิยายวันหนึ่งอย่างต่ำๆ 3 เล่มแต่ละเล่มนั้นมีจำนวนหน้า 400 กว่าหน้าขึ้นไปทั้งนั้นค่ะ อ่านแล้ววางไม่ค่อยจะได้อยากรู้เรื่องราวว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ตอนเด็กๆ คุณพ่อกับคุณแม่ของดรีมท่านอยากให้ดรีมอ่านหนังสือมากๆ ต้องการฝึกให้ดรีมรักการอ่านท่านบอกกับดรีมว่าหาหนังสือที่สนใจที่อยากอ่าน อะไรก็ได้ แล้วดรีมก็เริ่มที่จะหยิบหนังสือการ์ตูนที่มีภาพมีสีสันสวยงามขึ้นมาก่อนเป็นเล่มแรกๆ ต่อมาเมื่อโตขึ้นตามวัยจึงเปลี่ยนหนังสือไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่หนังสือจำพวกนิยายเนี่ยแหละค่ะที่ชอบอ่านมากและสามารถอยู่กับหนังสือเหล่านี้ได้ทั้งวันทั้งคืน เหมือนกับว่าเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในนิยายเรื่องนั้นๆ ด้วยได้เป็นหนึ่งในตัวละครเรื่องนั้น หนังสือที่ดรีมจะนำเสนอคุณผู้อ่านทุกท่านต่อไปนี้ ดรีมอ่านมานานมากแล้วค่ะชื่อเรื่องพอจำได้ลางๆ ว่า ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์ ดรีมยืมมาจากสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต้องขอประทานโทษทุกท่านด้วยนะคะที่ดรีมจำชื่อตัวละครของเรื่องไม่ได้ แต่ดรีมพอจำพล็อตเรื่องได้ค่ะ



สิ่งที่ดรีมประทับใจในหนังสือ ยัยอ้วนเจ้าเสน่ห์ คือ เป็นเรื่องที่สะท้อนภาพสังคมในปัจจุบันได้ดีค่ะ เนื้อเรื่องคือนางเอกของเรื่องเป็นผู้หญิงที่อ้วนมาก แต่เธอมีความสามารถหลายอย่าง เก่ง ฉลาด ชาติตระกูลดี ฐานะดี และหน้าตาผิวพรรณจัดว่าสวยคนหนึ่ง แต่ติดตรงที่ว่าเธออ้วนมากค่ะ นี่คือเหตุผลที่เธอไม่มีคู่ครอง พ่อและแม่ถึงเธอจึงจับคลุมถุงชนกับลูกชายเพื่อนรัก ซึ่งก็คือพระเอกของเรานั่นเองค่ะ แต่ทว่าพระเอกของเรื่องนี้เป็นคนที่กลัวคนอ้วนมาก เพราะตอนเด็กๆ มีเรื่องฝังใจกับพี่เลี้ยงของเขาคือเขาถูกพี่เลี้ยงที่เป็นหญิงสาวร่างอ้วนทับเกือบตายมาแล้วจึงทำให้เขากลายเป็นคนที่กลัวคนอ้วนมาก แล้วพอได้รู้เรื่องแผนการของพ่อๆ แม่ๆ ทั้งหลาย เขาก็ยิ่งอยากหนีเพราะเกลียดคนอ้วน ทางฝ่ายหญิงทุกคนไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงได้กลัวนางเอก ทางฝ่ายนางเอกจึงมองว่าเขามองคนที่ภายนอก ไม่ต่างอะไรกับผู้ชายคนอื่นๆ ทั้งที่พ่อและแม่ฝ่ายพระเอกต่างก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าลูกตนเองนิสัยดี มองโลกในแง่ดี เป็นคนดี เรื่องราวก็ได้ดำเนินไปแบบเข้าใจผิดกันว่าพระเอกรังเกียจนางเอกเพราะนางเอกอ้วน แต่ก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก ยิ่งเกลียดยิ่งเจอทำให้ทั้งสองคนรู้จักกันมากขึ้น มองกันในมุมใหม่ๆ เห็นตัวตนที่แท้จริงที่ทั้งสองคนต่างเป็นคนมีเมตตา จิตใจดี มีน้ำใจต่อเด็ก คนชรา และเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายด้วยกันตลอดจนสัตว์ต่างๆ ทำให้ทั้งสองตกหลุมรักกันและกัน นางเอกจึงตั้งใจจะลดน้ำหนักเพื่อที่พระเอกจะได้ไม่ต้องกลัวการอยู่ใกล้ๆ ตนเองเผื่อจะรักตนบ้างโดยการออกกำลังกายอย่างหนัก จนสามารถลดน้ำหนักลงได้ และพระเอกก็พยายามอยู่ใกล้คนอ้วนมากขึ้นทำให้ความกลัวต่างๆ ค่อยๆ หายไป สุดท้ายถึงแม้ว่านางเอกจะไม่ได้หุ่นดีแต่น้ำหนักก็ลดลงมากกลายเป็นแค่สาวอวบอิ่มมีน้ำมีนวล พระเอกก็หายกลัวคนอ้วน ทั้งสองจึงคบหาดูใจกัน กว่าจะมาลงเอยกันได้ก็ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย

หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าการมองคนควรมองที่จิตใจ คนเราทุกคนล้วนมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย อยู่ที่ว่าเราจะแสดงส่วนใดออกมาแสดงกับใคร และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ดรีมอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจทำให้ดรีมอยากลดน้ำหนักบ้างค่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าดรีมจะอ้วนเท่านางเอกนะคะ ดรีมเพียงแค่อวบๆ ระยะหลังๆ นิดหน่อยค่ะ 555 ดรีมเห็นนางเอกมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะลดน้ำหนักเพื่อพระเอก และเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง โดยการออกกำลังกายและหาแรงบันดาลใจต่างๆ ไปเรื่อยๆ เราสามารถนำแรงบันดาลใจของนางเอกมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆของเราได้ค่ะ

ลองคิดดูสิคะว่าภาพที่เราจินตนาการในหนังสือนิยายที่เราอ่านกับเมื่อตอนเป็นหนังเหมือนกันการที่เราดูภาพยนตร์ก็เหมือนการดูจินตนาการของคนอื่นได้แต่ชื่นชมแต่ไม่ได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง สิ่งที่ดีที่สุดก็ควรจะทั้งอ่านและดู รวมถึงการคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นด้วย แล้วก็อย่าลืมจดอะไรดีๆ ที่เกิดขึ้นในหัวสมองเราไว้ สมกับ หัวใจนักปราชญ์ที่ว่า สุ. จิ. ปุ. ลิ. กันด้วยนะคะ :)

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จิ๊กซอว์หรรษา ตามหาระบบย่อย



ยังจำกิจกรรมยามว่างของตัวเองในตอนเด็กได้รึเปล่าคะ?... ตอนที่เรายังเด็กๆ คงมีกิจกรรมมากมายให้เราได้เลือกทำ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าต่อจิ๊กซอว์ต้องเป็นหนึ่งกิจกรรมที่พวกเราต้องเคยทำมาแน่นอนค่ะ จริงๆ แล้วการต่อจิ๊กซอว์มีให้เราเลือกต่อตั้งแต่จำนวนชิ้นน้อยๆ ไปจนถึงจำนวนมากเป็นพันๆ ชิ้น ขึ้นอยู่กับความสามารถและความพยายามของผู้ต่อเองค่ะ

กลับมาพบกันคราวนี้ดรีมมีสื่อการเรียนการสอนมานำเสนอค่ะ ชื่อว่า.. สื่อการสอนชุด จิ๊กซอว์หรรษาตามหาระบบย่อยค่ะ 


สื่อการสอนนี้เป็นสื่อการสอนที่อยู่ในศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งชุดสื่อการสอนนี้เหมาะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภายในกล่องมีคู่มือการใช้ ใบความรู้เรื่องระบบย่อยอาหาร และใบกิจกรรม
 





 เห็นแค่ภาพแบบนี้บางท่านอาจคิดไม่ออก ดรีมมีวีดิโอมานำเสนอสื่อการสอนชุดนี้ค่ะ






ถึงแม้ว่าการต่อจิ๊กซอว์จะดูเป็นกิจกรรมที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ว่า สำหรับคนที่ต้องการฝึกสมาธิและต้องการเอาชนะตัวเองแล้ว การต่อจิ๊กซอว์เป็นกิจกรรมยามว่างที่เหมาะที่สุดเลยล่ะค่ะ เพราะการต่อจิ๊กซอว์นั้นจะเป็นการฝึกให้ผู้ต่อมีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ทำให้เกิดสมาธิ และเมื่อทำไปนานๆ จะรู้สึกมีความสุขในสิ่งที่ทำ แถมยังเป็นการฝึกความพยายาม ฝึกจิตใจละเอียดอ่อน ฝึกประสาทสัมผัสให้เชื่อมโยงระหว่างรูปทรง (การมองเห็น) กับความคิดอีกด้วยล่ะค่ะ

การต่อจิ๊กซอว์จะเป็นกิจกรรมที่จะช่วยฝึกสมาธิให้เด็กๆ ที่มีอาการสมาธิสั้น เป็นไฮเปอร์ สิ่งที่จะทำให้เด็กๆ สนใจในการต่อจิ๊กซอว์ได้ก็คือ จะต้องหารูปที่เด็กๆ สนใจอยากต่อ ไม่ใช่ไปบังคับเพราะถ้าหากบังคับแล้ว แทนที่จะเป็นการฝึกสมาธิ กลับกลายเป็นทำให้เด็กๆ เล็กๆ เกิดความเบื่อหน่าย ไม่มีความสนใจในสิ่งที่มีความละเอียด และหยาบกระด้างได้ค่ะ 

สื่อการสอนเรื่องจิ๊กซอว์หรรษาตามหาระบบย่อยนี้เป็นกิจกรรมที่ดีที่จะช่วยให้เด็กๆได้ฝึกสมาธิ ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และยังได้รับความรู้อีกด้วย หากท่านผู้อ่านคนใดสนใจ สามารถมาใช้บริการกับศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตึกคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา ชั้น 8 ได้ค่ะ ภายในศูนย์ฯของเรามีให้บริการเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนและสื่อเทคโนโลยีมากมาย ลองแวะมาเยี่ยมชมกันก่อนได้นะคะ ^^

วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ที่ไหน.. เมื่อไหร่.. ก็เรียนได้


ถ้าพูดถึงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักนะคะ เพราะเราได้สัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ๆซึ่งได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่เราจะต้องก้าวตามโลกให้ทัน ทันสมัย รู้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก สนใจข่าวสารอยู่เสมอ หรือมีทักษะการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ ทักษะในการจัดการข้อมูลสารสนเทศ การใช้สื่อและเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและด้านอาชีพ การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการศึกษาที่ไร้พรมแดน ห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) ก็เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถเข้าถึงและได้รับการศึกษาหลังมัธยมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเรียนการสอนที่จะมีการนัดเวลาหรือไม่นัดเวลาก็ได้ ไม่จำกัดเรื่องสถานที่ เวลาของผู้เรียนในชั้นและผู้สอน


ห้องเรียนเสมือน(Virtual Classroom)  เป็นการจัดสิ่งแวดล้อมในความว่างเปล่า (space) โดยอาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เป็นการจัดประสบการณ์เสมือนจริงแก่ผู้เรียน นอกจากนั้นยังมีสิ่งสนับสนุน อื่นๆที่จะช่วยทำให้การมีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่บางโอกาสอาจจะเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากนั้นสามารถกระทำได้เสมือนบรรยากาศการพบกันจริงๆ กระบวนการทั้งหมดดังที่กล่าวมานี้มิใช่เป็นการเดินทางไปที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแต่จะเป็นการเข้าถึงด้วนการพิมพ์การอ่านข้อความหรือข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีซอฟแวร์เพื่อควบคุมการสร้างบรรยากาศแบบห้องเรียนเสมือน การมีส่วนร่วมจะเป็นแบบภาวะต่างเวลา ซึ่งทำให้มีผู้เรียน ในระบบห้องเรียนเสมือนสามารถเชื่อมต่อเข้าไปศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา
ห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) หมายถึง การเรียนการสอนที่กระทำผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เรียนเข้าไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย (File Server) และคอมพิวเตอร์ผู้ให้บริการเว็บ (Web sever) เป็นการเรียนการสอนที่จะมีการนัดเวลาหรือไม่นัดเวลาก็ได้และนัดสถานที่นัดตัวบุคคล เพื่อให้เกิดการเรียนการสอน มีการกำหนดตารางเวลาหรือตารางสอนเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนพร้อมๆกันหรือไม่พร้อมกัน มีการใช้สื่อการสอนทั้งภาพและเสียงผู้เรียนสามารถร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือตอบโต้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้สอนหรือกับเพื่อนร่วมชั้นได้เต็มที่(คล้าย chat room) ส่วนผู้สอนสามารถตั้งโปรแกรมติดตามพัฒนาการประเมินผลการเรียนรวมทั้งประสิทธิภาพของหลักสูตรได้ ทั้งนี้ ไม่จำกัดเรื่องสถานที่ เวลา (Any Where & Any Time) ของผู้เรียนในชั้นและผู้สอน
รศ.ดร.อุทัย ภิรมย์รื่น (อุทัย ภิรมย์รื่น, 2540) ได้จำแนกประเภทการเรียนในห้องเรียนแบบเสมือนจริง คือ
1. จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนธรรมดาแต่มีการถ่ายทอดสดภาพและเสียงเกี่ยวกับบทเรียน โดยอาศัยระบบโทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียนที่อยู่นอกห้องเรียนนักศึกษาก็สามารถรับฟังและติดตามการสอนของผู้สอนได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองอีกทั้งยังสามารถโต้ตอบกับอาจารย์ผู้สอนหรือเพื่อนักศึกษาในชั้นเรียนได้ห้องเรียนแบบนี้ยังอาศัยสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นจริงซึ่งเรียกว่า Physical Education Environment
2. การจัดห้องเรียนจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพเสมือนจริง เรียกว่า Virtual Reality โดยใช้สื่อที่เป็นตังหนังสือ (Text-Based) หรือภาพกราฟิก (Graphical-Based) ส่งบทเรียนไปยังผู้เรียนโดยผ่านระบบโทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนลักษณะนี้เรียกว่า Virtual Education Environment ซึ่งเป็น Virtual Classroom ที่แท้จริงการจัดการเรียนการสอนทางไกลทั้งสองลักษณะนี้ในบางมหาวิทยาลัยก็ใช้ร่วมกัน คือมีทั้งแบบที่เป็นห้องเรียนจริง และห้องเรียนเสมือนจริง การเรียนการสอนก็ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันอยู่ทั่วโลก เช่น Internet, WWW. ขณะนี้ได้มีผู้พยายามจัดตั้งมหาวิทยาลัยเสมือนจริงขึ้นแล้ว โดยเชื่อมโยง Site ต่างๆ ที่ให้บริการ ด้านการเรียนการสอนทางไกล แบบ Virtual Classroom ต่างๆ เข้าด้วยกัน และจัดบริเวณอาคาร สถานที่ ห้องเรียน ห้องสมุด ภาควิชาต่างๆ ศูนย์บริการต่างๆ ตลอดจนคณาจารย์ นักศึกษา กิจกรรม ทุกอย่างเสมือนเป็นชุมชนวิชาการจริงๆ แต่ข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของแต่ละแห่ง ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมในการเปิดบริการก็จะต้องจองเนื้อที่และเขียนโปรแกรมใส่ข้อมูลเข้าไว้ เมื่อนักศึกษาติดต่อเข้ามา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็จะแสดงภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และสามารถ โต้ตอบได้เสมือนหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยจริง ๆ การติดต่อกับมหาวิทยาลัยเสมือนจริงทำได้ดังนี้
1. บทเรียนและแบบฝึกหัดต่าง ๆ อาจจะส่งให้ผู้เรียนในรูปวีดีทัศน์หรือวีดิทัศน์ผสมกับ Virtual Classroom หรือ CD-ROM ที่มีสื่อประสมทั้งภาพ เสียง การเคลื่อนไหว โดยผ่านระบบสัญญาณเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ดาวเทียม โทรทัศน์ โทรสาร หรือทางเมล์ ตามความต้องการของ ผู้เรียน
2. ผู้เรียนจะติดต่อสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรง ในขณะสอนก็ได้หากเป็นการเรียนที่ Online ซึ่งจะเป็นแบบของการสื่อสารสองทาง (Two-way Communication) ที่โต้ตอบโดยทันทีทันใดระหว่างผู้เรียนและผู้สอนหรือระหว่างผู้เรียนด้วยกัน (Synchronous Interaction) เช่น การ Chat หรืออาจใช้การโต้ตอบแบบไม่ทันทีทันใด (Asynchoronous Interaction) เช่น การใช้ E-mail, การใช้ Web- board เป็นต้น
3. การทดสอบ ทำได้หลายวิธี เช่น ทดสอบแบบ Online หรือทดสอบโดยผ่านทางโทรสาร ทาง E-mail และทางไปรษณีย์ธรรมดา บางแห่งจะมีผู้จัดสอบโดยผ่านตัวแทนของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นที่นักศึกษาอาศัยอยู่ การเรียนทางไกลโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนวิชาที่ตนสนใจได้ตลอดเวลา ในทุกแห่งที่มีการเปิดสอน ไม่ต้องเข้าชั้นเรียนก็ได้ในการศึกษาหาความรู้ จึงมีความยืดหยุ่นด้านเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปมาก นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถติดต่อกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรงสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เรียนคนอื่นซึ่งอยู่ห่างไกลกันได้เป็นการเรียนแบบช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำงานร่วมกัน (Collaborative Learning) อย่างไรก็ตามการเรียนทางไกลลักษณะนี้อาจจะขาดความสัมพันธ์แบบ face-to-face คือ การเห็นหน้าเห็นตัวกันได้แต่ปัจจุบันนี้ก็มีกล้องวีดิทัศน์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ เครือข่าย ก็สามารถทำให้เห็นหน้ากันได้ ดังนั้นปัญหาเรื่อง face-to-face ก็หมดไปความสำเร็จและคุณภาพของการเรียนในระบบนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนค่อนข้างมากเพราะจะต้องมีความรับผิดชอบต้องบริหารเวลาเพื่อติดตามบทเรียน การทำกิจกรรมและการทดสอบต่างๆให้ทันตามกำหนดเวลาจึงจะทำให้การเรียนประสบผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะการสอนทางไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เข้าใจระบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมากยิ่งขึ้นขอกล่าวถึง
1. การจัดการศึกษาทางไกล
2. การจัดการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนี้
การจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในวงการคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำ วันของชาวโลกคือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆใน โลกเข้าด้วยกัน ภายใต้กฎเกณฑ์การต่อเชื่อม (Protocol) อย่างเดียวกันที่เรียกว่า TCP/IP อินเทอร์เน็ตเป็นปรากฏการณ์ของคำว่า "โลกาภิวัฒน์" (Globalization) ที่เป็นรูปธรรมโลกทั้งโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใด ในทางการศึกษาอินเทอร์เน็ตเป็นการเปิดกว้างของการให้โอกาสในการศึกษาหาความรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน และเป็นการเปิดโอกาสที่ให้เกิดความเท่าเทียมสำหรับทุกคนที่สามารถจะเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ลองนึกถึงความจริงที่ว่าเด็กไทยที่อยู่บนดอยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็สามารถหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตได้เท่าเทียมกันกับเด็กอเมริกันที่นิวยอร์คและเท่ากับเด็กญี่ปุ่นที่โตเกียว อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งสะสมความรู้หรือที่บางคนเรียกว่า "ขุมทรัพย์ความรู้"เพราะในบรรดาคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมอยู่กับอินเทอร์เน็ตนั้นต่างก็มีข้อมูลสะสมไว้มากมายและวิธีให้บริการบนอินเทอร์เน็ตก็ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ถ้าเจ้าของข้อมูลยอมเปิดให้เป็นข้อมูลสาธารณะแต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเป็นข้อมูลที่ไม่มีการกลั่นกรอง ไม่มีการรับรองความถูกต้องผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และนำมาใช้เฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาในยุคอินเทอร์เน็ตนั้นคือ การเรียนรู้ที่จะแยกแยะและกลั่นกรองข้อมูลเพื่อนำข้อมูลมาเรียบเรียงและจัดระบบขึ้นเป็นความรู้ ขณะนี้มีงานวิจัยซึ่งพยายามสร้างกระบวนการอัตโนมัติ (โดยใช้คอมพิวเตอร์) ของการค้นหาข้อมูล (จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) และนำมาเรียบเรียงขึ้นเป็นความรู้ตามกฎเกณฑ์ที่ผู้ใช้สามารถระบุได้ศาสตร์ใหม่แขนงนี้มีชื่อเรียกว่า วิศวกรรมความรู้ (Knowledge Engineering) ซึ่งมีการบริการ World Wide Web (WWW.) เป็นวิธีการให้บริการข้อมูลแบบหนึ่งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อความสะดวกต่อผู้ใช้โดยอาศัยสมรรถนะที่สูงขึ้นมากของคอมพิวเตอร์ในยุคนี้
WWW . ใช้กฎเกณฑ์การรับส่งข้อมูลแบบ Hypertext Transfer Protocol (http) ซึ่งมีจุดเด่นที่ สำคัญอยู่ 2 ประการคือ
1. สามารถทำการเชื่อมโยงและเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาปรากฏได้โดยวิธีการที่เรียกว่า Hyperlink
2. สามารถจัดการข้อมูลได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวเสียง และวีดิทีศน์ เป็นต้น

เราจะเห็นว่า Virtual Classroom การเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมีประโยชน์การเรียน เช่น
1.      ทำเลเป้าหมาย ผู้เรียนอาจจะเลือกเรียนรายวิชาใดๆจากผู้สอนคนใดคนหนึ่งทั่วโลกหากมีการเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนเรียนได้โดยไม่มีขีดจำกัดในเรื่องพื้นที่
2.      เวลาที่ยืดหยุ่น ผู้เรียนอาจจะมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนการได้รับข้อมูลย้อนกลับจากผู้สอนและเพื่อนที่เรียนร่วมกันจะไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา
3.     ไม่มีการเดินทาง ผู้เรียนสามารถทำงานและศึกษาอยู่ที่บ้านได้อย่างสะดวกสบายซึ่งอาจจะเป็นข้อดีสำหรับผู้เรียนที่มีอุปสรรคอันเนื่องมาจากความพิการทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางหรือแม้แต่ผู้เรียนที่มีภาระด้านครอบครัว ปจจัยประการนี้นับเป็นโอกาสที่ทำให้ทุกคนมีทางเลือกและความสะดวกสบาย
4.     ประหยัดเวลา ผู้เรียนที่จำเป็นต้องเดินทางไปสถานศึกษาถ้าเรียนจากห้องเรียนเสมือนจะประหยัดการเดินทาง
5.      ทำงานร่วมกัน ด้วยภาพทางเทคโนโลยี ทำให้ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้ง่ายดาย ในขณะที่การแลกเปลี่ยนข้อมูลในห้องเรียนปกติกระทำได้ยาก ผู้เรียนในระบบห้องเรียนเสมือนจะสามารถอธิบายปัญหาร่วมกันแลกเปลี่ยนโครงงานซึ่งกันและกันได้โอกาสการมีส่วนร่วมด้วยระบบสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลาง สามารถเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ในการถามคำถาม การให้ข้อสังเกตและการทำกิจกรรมร่วมกัน
นอกจาก Virtual Classroom การเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนจะมีประโยชน์แล้วแต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายๆอย่าง คือ
1.    อุปกรณ์และซอฟแวร์ในการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมีราคาแพง ดังนั้นการเรียนการสอนด้วยวิธีนี้จึงมีข้อจำกัดในกลุ่มนักเรียนและโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่มีฐานะค่อนข้างดี
2.     มีความล่าช้าในการรอข้อมูลย้อนกลับ การเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมักจะเป็นการเรียนต่างเวลาตามความพร้อมของผู้เรียนและผู้สอน ดังนั้นนักเรียนจึงไม่สามารถได้รับคำตอบโดยทันทีเมื่อต้องการซักถามผู้สอน ซึ่งแตกต่างจากการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบปกติที่สามารถโต้ตอบกันได้โดยทันที
3.     ผู้เรียนต้องมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี มิฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน
ปฎิสัมพันธ์ทางการเรียนไม่มีความเป็นธรรมชาติและมีน้อยเกินไป แม้ว่าการเรียนการสอนแบบห้องเรียน
4.     เสมือนจะมีช่องทางที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนอื่นๆได้ แต่มนุษย์ก็ยังต้องการ การติดต่อสื่อสารที่เห็นหน้าเห็นตา ท่าทาง และการแสดงออกในลักษณะต่างๆเพื่อให้เกิดความรู้สึก ความเข้าใจและความเชื่อมั่นทางความคิด ซึ่งการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนไม่สามารถตอบสนองข้อสงสัยหรือให้คำชี้แนะโดยทันทีอย่างไม่มีอุปสรรค
5.     แหล่งเรียนมีจำกัด ในปัจจุบันยังมีสถาบันที่เสนอรายวิชาแบบห้องเรียนเสมือนจำกัดมากทำให้ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับแหล่งที่จะเรียนในปัจจุบัน
6.      เครื่องมือที่จำเป็น ผู้เรียนจะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์และโมเด็มที่บ้านหรือที่ทำงานพร้อมที่จะติดต่อเชื่อมเข้ากับโปรแกรมห้องเรียนเสมือน ดังนั้ การเรียนในระบบห้องเรียนเสมือน จึงดูคล้ายกับผู้เรียนจะต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควรหรือไม่ก็จะต้องทำงานในองค์กรที่มีอุปกรณ์เหล่านี้ และพร้อมจะสนับสนุนให้เข้าเรียนได้
7.      ทักษะเอกสาร ผู้เรียนที่จะเรียนในระบบห้องเรียนเสมือนจะต้องมีทักษะในการอ่านและการเขียนเป็นอย่างดีเพราะผู้เรียนต้องใช้ทักษะในการใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เพื่อการติดต่อสื่อสาร การใช้ซอฟต์แวร์ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาขัดข้องจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้
เปรียบเทียบลักษณะห้องเรียนเสมือนกับห้องเรียนปกติ ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดความรับผิดชอบในการเรียนด้วยตนเองซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญในการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน



                       เปรียบเทียบลักษณะห้องเรียนเสมือนกับห้องเรียนปกติ



ห้องเรียนเสมือน

ห้องเรียนปกติ

การพิมพ์และการอ่าน

การพูดและการฟัง

สถานที่เรียนใดก็ได้ เวลาใดก็ได้

มีการกำหนดตารางเวลาเรียน

การจดบันทึกถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ

ผู้เรียนต้องจดบันทึก

คอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความสะดวก

คอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกกำหนดสำหรับผู้เรียน
  
         เทคโนโลยีมีทั้งผลดีและผลเสีย ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้ในทางใด เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการศึกษาเป็นเรื่องที่ดีและให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างใดมนุษย์เราก็จำต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเอง มีวินัย เคารพกฏหมาย การใช้เทคโนโลยีจึงจะเกิดผลดี จะเห็นได้ว่าสื่อและเทคโนโยลีมีบทบาทอย่างมากในการศึกษายุคปัจจุบัน ศตวรรษที่ 21 เข้ามามีบทบาททำให้การศึกษามีความแข็งแกร่งขึ้น มีความเป็นเลิศในทักษะและเนื้อหาควบคู่กัน การศึกษาได้พัฒนาให้มีความทันสมัย ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่ก็มีแนวโน้มการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆเพื่อศักยภาพของประเทศไทย ดรีมคิดว่าเราต้องช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้มีคุณภาพใช่ไหมคะคุณผู้อ่านทุกท่าน :)


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://www.kroobannok.com/24048

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา คืออะไรน้อ??



หลายๆท่านอาจสงสัยว่าศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร มีประโยชน์อะไรกับเราชาวนิสิตนักศึกษาบ้าง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันกับศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาในทุกๆอย่างที่ท่านข้องใจกันค่ะ
เมอร์ริล และดรอบ (Merrill and Drob, 1977) ได้ให้ความหมายของศูนย์สื่อการสอนว่า เป็นองค์กรที่ทำกิจกรรมที่ประกอบด้วยผู้นำ,คณะทำงาน และสถานที่เก็บอุปกรณ์ หนึ่งในส่วนนั้นมีพื้นที่ในการผลิต การจัดหา การนำเสนอของวัสดุการสอน การจัดหาเพื่อพัฒนา และการวางแผนให้บริการซึ่งสัมพันธ์กับหลักสูตรและการสอน ปรัชญาพื้นฐานของการจัดองค์การและการจัดการของศูนย์สื่อการเรียนการสอนคือประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดเพื่อการเรียนรู้ สามารถควบคุมประสิทธิภาพให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่าย การให้บริการ การให้คำปรึกษาอย่างมืออาชีพ บนกระบวนการที่ได้มาตรฐาน เป็นองค์กรที่เป็นศูนย์กลางและจัดการระบบควบคุมทั้งหมดเพื่อการเรียนรู้ (Wang, 1994) อาจจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ศูนย์สื่อการเรียนการสอนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดองค์กรเพื่อการเรียนรู้ (Learning Organization) เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อันมีที่มาประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 ประการคือ ห้องสมุด การให้บริการสื่อ ช่องว่างของการเรียนแบบเดิม และการพัฒนาการเรียนการสอน ศูนย์สื่อการสอนในแนวคิดเดิมจึงเป็นการนำห้องสมุดอันเป็นแหล่งความรู้ โดยนำสื่อเข้ามาช่วยเพื่อลดช่องว่างของการศึกษาที่มีอยู่เดิมเป็นการช่วยพัฒนาการเรียนการสอน (Peterson, 1974)
ความสำคัญของศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาที่มีต่อสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
- เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ ข้อข้องใจ ปัญหาต่างๆในการเรียน
- เป็นที่ทำงาน ศึกษาค้นคว้า ทำรายงานของผู้เรียน
- เป็นแหล่งเตรียมงานด้านการสอนของผู้สอน
- เป็นแหล่งพักผ่อน หาความสนุกสนาน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
- เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์
- เป็นที่สนทนา ปรึกษาหารือ
- เป็นแหล่งการศึกษานอกห้องเรียน ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
- เป็นแหล่งให้บริการสื่อและรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
- ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

          เราได้รู้จักศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษากันไปแล้วนะคะ แต่หลายๆคนอาจอยากเห็นหน้าตาของศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ดรีมจะขอยกตัวอย่างศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาซึ่งเป็นศูนย์สื่อเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ มาให้ทุกๆท่านได้รู้จัก เห็นหน้าตากันค่ะ ก็คือ
ศูนย์วิทศาสตร์เพื่อการศึกษา ( Science Center For Education )

วิสัยทัศน์
มุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย
พันธกิจ
ส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มคุณภาพทรัพยากรบุคคลของประเทศ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ตามอัธยาศัยและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
บทบาทและหน้าที่
1.เป็นแหล่งบริการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการเรียนรู้รูปแบบพิพิธภัณฑ์ การศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมแก่สังคม
2.ดำเนินการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ธรรมชาติวิทยาสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ สุขภาพ ดาราศาสตร์และอวกาศแก่นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปในรูปแบบของการจัดนิทรรศการ การแสดง กิจกรรมการศึกษาสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อการเรียนรู้รูปแบบอื่น ๆ
3.ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ออกแบบพัฒนาข้อมูลวิชาการและรูปแบบด้านเทคนิคเพื่อจัดทำสื่อ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สื่อ นิทรรศการสื่ออิเล็กทรอนิกส์สื่อโสตทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์
4.ประสานงานและดำเนินงานด้านการต่างประเทศในภารกิจของหน่วยงาน

5.ส่งเสริมสนับสนุนและดำเนินงานด้านการเผยแพร่ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน
6.ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
โครงสร้างองค์กร
           
           ศูนย์วิทศาสตร์เพื่อการศึกษา (Science Center For Education) เพราะเป็นศูนย์สื่อเฉพาะทาง ดำเนินการในเรื่องการบริการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการจัดกิจกรรมการศึกษา เช่น
1. กิจกรรมเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ
2. กิจกรรมปฏิบัติการ
3. กิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์
4. กิจกรรมบรรยาย-สาธิต
5. กิจกรรมพิเศษ
6. กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการ
7. กิจกรรมการแสดง
8. กิจกรรมบริการนอกสถานที่
9. กิจกรรมบริการพิเศษ
10. กิจกรรมการศึกษาศูนย์สร้างสรรค์เยาวชน
11. กิจกรรมบริการฉายภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ 3D
และท้องฟ้าจำลอง ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา
เป็นอย่างไรกันบ้างคะศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ดรีมนำมาเสนอให้คุณผู้อ่านได้เห็นหน้าตา การทำงาน และกิจกรรมต่างๆ น่าสนใจไหมคะ เราจะเห็นได้ว่าศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาให้บริการเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหมดตั้งแต่การบริการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ธรรมชาติวิทยาสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ สุขภาพ ดาราศาสตร์และอวกาศแก่นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไป การจัดทำสื่อ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สื่อ นิทรรศการสื่ออิเล็กทรอนิกส์สื่อโสตทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ตามบทบาทหน้าที่ของศูนย์ให้บริการสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเป็นศูนย์ที่ครบครันในเรื่องของความรู้และกิจกรรม ให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาใช้บริการได้ลงมือปฏิบัติจริง เป็นประโยชน์แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่มีความชื่นชอบทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้ามาใช้บริการ หากคุณผู้อ่านมีเวลาว่างไม่รู้จะทำอะไร จะไปที่ไหน ดรีมขอเชิญชวนให้ทุกๆท่านได้เข้าไปใช้บริการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาดูนะคะ เราจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆในแวดวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันอย่างมากเลยค่ะ

       ดรีมมีภาพบรรยากาศภายในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษามาให้เพื่อนๆได้ชมกันค่ะ เป็นภาพที่น้องๆนักเรียน นักศึกษาตลอดจนครู อาจารย์และผู้ที่สนใจในวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือนก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันค่ะ ดูแล้วน่าสนุกมากค่ะ








ข้อมูลศูนย์วิทศาสตร์เพื่อการศึกษา ( Science Center For Education ) :